home | product | usage | analysis

reseller | Q&A | blog

 

บทความข้อมูลวิธีการเลี้ยงและเพาะพันธ์ุกุ้ง Red Bee ให้ประสบความสำเร็จ


Mr.Carsten และ Mr.Frank Logemann ได้รวบรวมวิธีการ set up ตู้สำหรับกุ้ง Bee จากการได้มีโอกาสพบและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการเลี้ยงกุ้ง Beeกับ Mr.Takayuki Shirakura

กุ้ง Bee โดยเฉพาะอย่างย่ิ่งลูกกุ้งจะมีความไวเป็นอย่างยิ่งกับของสารพิษที่ถูกสร้างขึ้นมาจากเศษอาหารที่เหลืออยู่ ของเสียจากกุ้ง และอื่นๆ แม้ในตู้ที่ดูดีอย่างมีระบบกรองที่มีทำงานได้อย่างดี การวัดค่า parameter ของน้ำก็ไม่พบความผิดปกติใดๆ ไม่มีการให้อาหารเกินความต้องการและมีการเก็บอาหารที่เหลืออยู่ออกไปทั้งหมดอยู่ตลอดเวลา ก็ยังพบอยู่บ่อยๆว่า กุ้ง bee มีปัญหารุนแรง หรือตาย ในขณะที่ในตู้เดียวกันนี้กลับไม่พบปัญหาใดๆเลยกับกุ้งชนิดอื่นๆ


 

วิธีแก้ไขเบื้องต้น

 

สิ่งที่มักจะช่วยได้คือการทำความสะอาดด้านบนของ substrate เป็นประจำด้วย สายดูด (substrate cleaner) เพื่อเป็นการป้องกันการก่อตัวของสารอันตรายบนพื้นดิน หรือเปลี่ยนกรองให้มีขนาดใหญ่ขึ้น และ ลดการให้อาหารกุ้งลง ก็อาจช่วยได้เป็นบางกรณี บางครั้งเป็นการดีที่จะให้อาหารจำนวนน้อยลงในแต่ละครั้งแต่ให้ถี่ขึ้น กุ้ง Bee เหมาะจะอยู่ในตู้ที่มีน้ำอ่อนและใช้ระบบกรองมีประสิทธิภาพสูงที่สุดมีการไหลเวียนของน้ำผ่านระบบกรองมากเท่าที่ทำได้ อย่างไรก็ตามควรระมัดระวังไม่ให้มีการไหลของน้ำเร็วมากเกินไปเนื่องจากกุ้ง Bee ไม่ชอบอยู่ในนำ้ที่มีการไหลแรง


 

เตรียมตั้งตู้ใหม่


ในการตั้งตู้ใหม่เราจะใช้ระบบกรองแบบใต้พื้น (undergravel filter) ซึ่งจะเปลี่ยนดินที่ใช้ปูพื้นให้กลายเป็นวัสดุกรองและดูดสารที่อาจเป็นอันตรายต่อกุ่้งให้ลงมาที่พื้นก่อนที่กุ้งจะดูดซึมมันเข้าไปและเกิดอาการผิดปกติขึ้น แต่ก็สามารถเพิ่มเครื่องกรองภายนอกตู้ได้เพียงต้องระมัดระวังไม่ให้ลูกกุ้งถูกดูดเข้าไปในเครื่องกรองด้วยการนำฟองน้ำที่มีรูพรุนขนาดเล็กมาสวมบริเวณปลายท่อดูดเครื่องกรอง

 

 

หลังการติดตั้งชุดกรองใต้พื้นแล้วเราจะเท Shirakura Red Bee Sand ลงไปบนแผ่นกรอง ดินชนิดนี้ผลิตขึ้นเพื่อการเลี้ยงและเพาะพันธุ์กุ้ง Bee โดยเฉพาะ เม็ดดินจะมีโครงสร้างเป็นรูพรุนซึ่งจะมีพื้นที่จำนวนมากสำหรับเป็นที่อยู่ของจุลชีพ จึงเหมาะอย่างยิ่งที่จะเป็นวัสดุกรองชีวภาพ

 

 

 

ข้อควรระวังเมื่อใช้ Red Bee Sand กับการกรองแบบใต้พื้น


ควรปรับดินให้มีความหนาเท่ากันโดยตลอดทุกด้านเพื่อให้มั่นใจได้ว่าน้ำจะสามารถผ่านดินลงไปได้ในทุกๆบริเวณเท่าๆกัน เพื่อช่วยให้แบคทีเรียสามารถมาเกาะอาศัยได้อย่างเต็มที่ การทำให้ดินเป็นเนินจะลดประสิทธิภาพการกรองลงเนื่องจากน้ำจะถูกดูดผ่านดินในบริเวณที่มีความหนาน้อยกว่าเท่านั้น
ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ Zeolite หรือวัสดุกรองอื่นใต้ Red Bee Sand

Red Bee Sand จะทำการลดค่า carbonate hardness (KH) และ pH ทำให้น้ำมีความเหมาะสมสำหรับกุ้ง Bee

ค่า parameter ของน้ำที่เราพบระหว่างก่อนและหลังใช้

ค่าที่อ่าน
น้ำประปา
น้ำในตู้
pH 7.6 6.5*
Total Hardness (GH) 10°dGh 7°dGh**
Carbonate Hardness (KH) 6°dGh 0°dGh ***


* ค่า ph ต่ำกว่า 7 มีความสำคัญอย่างยิ่งในการกำจัดสารที่มีพิษมากอย่าง แอมโมเนีย (NH3) ซึ่งจะก่อตัวขึ้นเมื่อน้ำมีค่า pH มากกว่า 7


** ความกระด้างรวม (total hardness) หรือ GH มีค่ามากว่า 5 ก็มีความสำคัญเช่นกันเพราะแสดงว่ามีแร่ธาตุอยู่ในน้ำอย่างเพียงพอเพื่อป้องกันปัญหาการลอกคราบ ยิ่งกว่านั้น จุลชีพที่มีความจำเป็นในการทำให้น้ำสะอาดจะสามารถทำงานได้ดีขึ้นเมื่ออาศัยในน้ำที่มีค่า GH สูง Mr.Shirakura ได้ผลิต Liquid Mineral Ca+ ซึ่งจะช่วยเพิ่มค่าGH สำหรับนำ้ประปาที่เป็นน้ำอ่อนและมีค่า GH ต่ำเกินไปโดยไม่มีผลต่อค่า KH ช่วยให้แบคทีเรียเจริญเติบโตได้ดียิ่งขึ้น


*** ค่า KH (carbonate hardness) เป็น 0 ซึ่งเป็นส่ิ่งที่เราต้องการ เนื่องจากมันจะช่วยกระตุ้นให้กุ้งขยายพันธุ์และป้องกันไม่ให้ระยะพักการขยายพันธุ์ยาวนานเกินไป ในธรรมชาติ การจับคู่ของกุ้งจะถูกกระตุ้นในช่วงฤดูฝน ซึ่งจะเป็นช่วงเดียวที่เราสามารถวัดค่า KH ได้ 0 ในบริเวณที่อยู่อาศัยของกุ้งในธรรมาชาติ



Red Bee Sand จะไม่มีส่วนผสมของปุ๋ย ซึ่งจะเป็นอันตรายกับกุ้ง ซึ่งเป็นความแตกต่างจาก ดินที่ผลิตสำหรับปลูกพรรณไม้น้ำ

Red Bee Sandมีส่วนประกอบพิเศษเฉพาะ สามารถดูดซึมและกักเก็บสารที่อาจเป็นอันตรายต่างๆที่มีอยู่ในน้ำในช่วง 2-3 สัปดาห์แรกหลังตั้งตู้ใหม่ และสารอันตรายที่ถูกกักเก็บเหล่านี้จะค่อยๆถูกย่อยสลายโดยแบคทีเรียที่จะเจริญเติบโตขึ้นมาในเวลา 2-3 สัปดาห์นี้ หากในตู้ไม่มีกุ้งหรืออาหารจำนวนมากเกินไประบบนี้สามารถทำงานได้อย่างยอดเยี่ยม เมื่อทำงานร่วมไปกับ nitrification bacteria จะป้องกันไม่ให้เกิด nitrite peaks และด้วยระบบนี้เองทำให้ ในเวลาเพียง 6 ชั่วโมงหลัง set up ค่า parameter ของน้ำก็คงที่พอที่ Mr.Shirakura จะสามารถปล่อยกุ้งลงไปได้



ข้อควรระมัดระวัง

ไม่แนะนำให้ใช้วิธีน้ีสำหรับผู้เริ่มเลี้ยง ที่ยังไม่มีประสบการณ์ในการควบคุมค่า parameter ของน้ำอย่างใกล้ชิดในช่วง2-3 สัปดาห์แรก หากต้องการความปลอดภัยควรใช้เวลา 3-4 สัปดาห์เพื่อรอให้ระบบกรองทำงานอย่างเต็มที่ก่อน



ในตู้ที่ใช้ Red Bee Sand ควรหลีกเลี่ยงการใช้ใบไม้แห้ง, peat, น้ำ RO, DI
เพราะจะทำให้อายุการใช้งานของ Red Bee Sand ลดลง
และควรใช้ขอนไม้ที่ผ่านการแช่น้ำมาเป็นระยะเวลานานเท่าน้ัน


Red Bee Sand มีความสามารถในการปรับให้น้ำมีค่า pH อยู่ที่ 6.5 อยู่เสมอตลอดอายุการใช้งาน ไม่ว่าน้ำที่นำมาใช้จะมีค่าเป็นกรดหรือด่างมาก่อนก็ตาม แต่ความสามารถในการปรับค่าน้ำให้ลดความเป็นกรดจะถูกลดหรือทำลายลงเช่นในกรณีนำ้ที่นำมาใช้มีกรด humic อยู่มากเกินไป และอาจส่งผลให้น้ำมีค่า pH ลดลงต่ำกว่า 6 ในเวลาต่อมา สำหรับน้ำ RO จะมีผลทำให้เกิดการแตกตัวของสารประกอบหลายชนิดในดินส่งผลให้อายุการใช้งานของดินลดลงเช่นกัน
โดยทั่วไปหากปฏิบัติตามคำแนะนำของเรา และ มีการเปลี่ยนน้ำประมาณ 20% ทุกๆ 2 สัปดาห์ด้วยน้ำประปา Red Bee Sand จะคงประสิทธิภาพในการปรับค่า parameter ของน้ำได้มากกว่า 1 ปีขึ้นไป


 

Nitrification

 


ในตู้ปลา จะมีแบคทีเรียที่คอยทำความสะอาดน้ำโดยการเปลี่ยนสารที่เป็นอันตรายให้เป็นสารที่ไม่มีอันตรายต่อสัตว์น้ำ เราเรียกขบวนการนี้ว่า Nitrification
การเกิดความผิดปกติขึ้นกับขบวนการนี้จัดว่าเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหากับกุ้ง Bee
แบคทีเรียในสกุล Nitrosomonas จะออกซิไดซ์ แอมโมเนียม/แอมโมเนีย (NH4/NH3) ให้กลายเป็น ไนไตรท์ (NO2) และ แบคทีเรียในสกุล Nitrobacter จะเปลี่ยน ไนไตรท์ ให้อยู่ในรูปที่ไม่เป็นอันตรายคือ ไนเตรท (NO3) ตามลำดับ ตลอดขบวนการนี้แบคทีเรียทั้งสองชนิดนี้ล้วนต้องการออกซิเจนในการทำงาน
เนื่องจาก Nitrobacter จะเกิดขึ้นตามหลัง Nitrosomonas ดังนั้นหากเราใส่กุ้งและให้อาหารจำนวนมากเกินไปในช่วงแรกของการตั้งตู้ใหม่หรือในตู้ที่ระบบกรองกำลังมีปัญหาส่งผลให้มีปริมาณ Nitrite สูงจนเป็นอันตรายต่อกุ้ง
ควรมีการตรวจวัดปริมาณไนไตรท์ด้วยชุดตรวจอยู่เสมอ หากปริมาณไนไตรท์อยู่ในระดับสูง (มากกว่า 0.8 mg/l) อย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานจะเป็นสาเหตุทำให้กุ้งตายได้ หากตรวจพบว่ามีปริมาณไนไตรท์อยู่ในระดับสูงควรรีบทำการแก้ไขทันทีโดยการเปลี่ยนน้ำจนกระทั่งไนไตรท์ลดลงมาอยู่ในปริมาณที่ไม่เป็นอันตราย ดีที่สุดไม่ควรพบทั้งไนไตรท์ แอมโมเนี่ยม และแอมโมเนียในน้ำข งตู้ที่มีระบบกรองทำงานได้สมบูรณ์ดี อย่างไรก็ตามตู้ที่ตรวจไม่พบสารอันตรายทั้งสามชนิดจากการตรวจสอบด้วยวิธีปกติในน้ำก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีปัญหาเกิดขึ้น เพราะอาจพบสารอันตรายได้ที่บริเวณพื้นดินซึ่งกุ้งเดินหาอาหารอยู่และได้รับสารอันตราจากบริเวณนี้ก็ได้ บางครั้งเราจึงพบกุ้งบางตัวตายในขณะที่ตัวอื่นๆในตู้เดียวกันกลับไม่มีปัญหาใดๆ
เราสามารถกำจัด ไนเตรท สารชนิดสุดท้ายที่เกิดจากขบวนการ Nitrification ด้วยการเปลี่ยนน้ำหรือปลูกพรรณไม้น้ำโตเร็วเพื่อดูดซึมไปใช้เป็นสารอาหาร แต่ยังมีอีกทางในการกำจัดไนเตรทคืออาศัยแบคทีเรียที่ไม่ต้องการออกซิเจนในการดำรงค์ชีวิต (anaerobic bacteria หรือ nitrate reducing bacteria) ที่สามารถพบได้ใน Red Bee Sand เนื่องจากโครงสร้างที่มีรูพรุนมากมาย จะมีบางบริเวณเป็นที่อยู่ของ anaerobic bacteria ขบวนการนี้จะมีประสิทธิภาพมากในกรณีที่ใช้ Red Bee Sand ร่วมกับระบบกรองแบบใต้ตู้

 

แบคทีเรียกับน้ำอ่อน (ความกระด้างรวมต่ำ)

 


ควรให้ระมัดระวังเป็นพิเศษหากน้ำประปาที่ใช้นำมาเลี้ยงกุ้ง Bee เป็นน้ำอ่อน เนื่องจากโดยปกติแบคทีเรียจะเจริญเติบโตและเพิ่มจำนวนได้ช้าในน้ำอ่อน ซึ่งน้ำที่เหมาะสำหรับการเจริญเติบโตของแบคทีเรียจะมีค่า pH อยู่ระหว่าง 7-8 แต่จะไม่เหมาะในการเลี้ยงกุ้ง Bee และเป็นเหตุผลที่เราจะสังเกตเห็นว่าตู้เลี้ยงกุ้ง Bee ในประเทศญี่ปุ่นจะใช้กรองจำนวนมากเพื่อเพิ่มพื้นที่่ผิวให้มีจำนวนแบคทีเรียมากเพียงพอในการกำจัดของเสียนั่นเอง และก็เป็นอีกเหตุผลที่แนะนำให้ใช้ Red Bee sand ที่มีพื้นที่ผิวจำนวนมากเป็นระบบกรองใต้ตู้ ตัวอย่างเช่นการใช้ Red Bee Sand 8 ลิตรร่วมกับการกรองแบบใต้ตู้กับตู้ขนาด 60 cm จะเทียบเท่ากับการใช้เครื่องกรองนอกตู้ขนาดใหญ่ และอัตราการหมุนเวียนของน้ำในระบบกรองใต้ตู้ควรทำให้ได้มากที่สุดเพื่อผลดีกับการทำงานของแบคทีเรียในดิน
จากการทดลองของผู้ผลิตพบว่า ถ้าใช้ชุดกรองใต้ตู้เต็มพื้นที่ของตู้จำนวนจะมีแบคทีเรียสูงสุดเมื่อมีอัตราการหมุนเวียนของน้ำผ่านระบบกรองใต้ตู้เท่ากับปริมาตรน้ำทั้งตู้ทุกๆ5นาที ตัวอย่างเช่นตู้ขนาด 50 ลิตรควรจะมีนำ้ผ่านระบบกรอง 10 ลิตรในทุกๆ 1 นาที
อย่างไรก็ตามการหมุนเวียนของน้ำในขนาดนี้อาจเป็นสิ่งที่ระบบกรองใต้ตู้แบบทั่วๆไปไม่สามารถทำได้ อาจสามารถทำได้โดยต้องทำการต่อปั๊มน้ำขนาดเล็กเข้ากับชุดกรองใต้ตู้ แต่ความแรงของน้ำอาจแรงเกินไปสำหรับกุ้ง Bee และเราคิดว่าโดยทั่วไปแล้วการใช้กรองใต้ตู้แบบปกติก็ถือว่าเพียงพอ การทดลองทำขึ้นเพื่อต้องการทราบถึงปริมาณแบคทีเรียสูงสุดที่สามารถเกิดขึ้นเท่านั้น และเพื่อรักษาระดับการหมุนเวียนของน้ำให้สมำ่เสมอการดูดทำความสะอาดชั้นบนของดิน 2-3 cm เป็นประจำเพื่อป้องกันการอุดตันเป็นสิ่งจำเป็นอย่างย่ิง


 

ค่า pH ต่ำกว่า 6

 

ควรควบคุมไม่ให้ค่า pH  ต่ำกว่า 6 เนื่องจากเป็นภาวะที่ไม่เหมาะสำหรับ แบคทีเรียในขบวนการ Nitrification  ในสถานะการณ์ที่ pH ต่ำกว่า 6 แม้ว่าขบวนการ nitrification อาจไม่หยุดทั้งหมด แต่ก็ต้องใช้เวลาอีกนานมากในการทำให้ระบบกรองกลับมาเป็นปกติหรืออาจไม่เกิดขึ้นอีกเลยก็ได้  ปรากฏการณ์นี้เกิดจากการหยุดการทำงานของ  Nitrosomonas  enzymes   หรือจากการเกิด กรดไนตรัสมากขึ้น ซึ่งทั้งสองกรณีต่างก็มีผลเสียต่อ Nitrobacter  หรือแทนที่แบคทีเรียที่มีประโยชน์จะเกิดขึ้นแต่กลับเป็นจุลชีพชนิดอื่นเกิดขึ้นแทน จะทำให้การขยายจำนวนของแบคทีเรียที่เป็นประโยชน์ต้องใช้เวลายาวนานมากขึ้นอีก ทางที่ดีที่สุดคือควรหลีกเลี่ยงการเกิดสถานะการณ์เช่นนี้ 

โชคร้ายที่เราไม่สามารถรู้หรือคาดเดาจำนวนและสถานะของแบคทีเรียได้  ทุกคนจึงใช้เวลาในการตัดสินว่าเมื่อใดจะปลอดภัยสำหรับกุ้ง  แต่ที่แน่นอนก็คือไม่ใช่เพียงพิจารณาว่าตู้จะเริ่มตั้งมานานเพียงใดแต่ต้องพิจารณาว่าตู้ได้ผ่านการเตรียมมาดีเพียงใดด้วย  และหากตัดสินใจผิดพลาดปัญหาการตายของกุ้งย่อมจะเกิดขึ้นตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้



ควรทำอย่างไรเมื่อพบว่ากุ้งมีอาการผิดปกติ

เมื่อพบว่ากุ้งมีอาการผิดปกติ หรือมีการตายของกุ้งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ควรตรวจสอบความผิดปกติของค่า parameter น้ำ และเปลี่ยนนำ้ประมาณ 40% ทันทีพร้อมกับดูดทำความสะอาดดินชั้นบนไม่ให้มีอาหารที่เหลือตกค้าอยู่ ทำการเปลี่ยนน้ำบางส่วนอีกในวันรุ่งขึ้นพร้อมหยุดให้อาหารอีกหลายวัน  ควรตรวจค่า parameter ของน้ำทุกวันอย่างต่อเนื่องจนกว่าระบบจะเข้าสู่ภาวะปกติ

หากกุ้งได้รับอันตรายจากสารพิษมาก่อนแล้วแม้ว่าคุณภาพน้ำจะได้รับการแก้ไขให้เป็นปกติภายหลังกุ้งก็อาจตายได้ในวันต่อมา เช่นเดียวกับกุ้งที่มาจากตู้ที่มีปัญหาคุณภาพน้ำหรือมีความเครียดมากก่อนก็อาจตายในวันต่อมาเช่นกัน  เมื่อนำกุ้งที่เคยอยู่ในนำ้ที่มีปัญหามาก่อนมาใส่ในตู้ที่ปกติ กุ้งจะ active ขึ้นมาทันที มีความพยายามจะลอกคราบ และตายในที่สุด เนื่องจากเคยได้รับอันตรายมาก่อนและส่งผลต่อขบวนการการลอกคราบที่มีความสำคัญมาก แสดงว่าบางครั้งกุ้งก็ตายได้เมื่ออยู่ในตู้ที่ไม่ได้มีปัญหาคุณภาพน้ำในตู้นั้นแต่ตายจากความผิดปกติที่เคยได้รับมาก่อน  ดังนั้นอาจเป็นเรื่องแปลกแต่จริงถ้าจะบอกว่าหากนำกุ้งมาลงในตู้แล้วตายน้ำในตู้นั้นอาจไม่มีปัญหาก็ได้



ช่วงสำคัญ

 

ในตู้ที่ตั้งใหม่หรือตู้ที่เริ่มปล่อยกุ้งใหม่จะมีช่วงเวลาที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งใน  30 วันแรก เมื่อมีเศษอาหารเหลือและของเสียจากสิ่งมีชีิวิตที่ไม่ถูกย่อยสลายจะกลายเป็นสารอันตรายภายในเวลาอันรวดเร็ว  วิธีที่ดีที่สุดคือการเริ่มปล่อยกุ้งในจำนวนน้อยๆก่อนพร้อมกับให้อาหารในปริมาณน้อยๆทุก 2-3 วัน 

แม้แต่ในตู้ที่ระบบกรองทำงานได้ดีแล้วก็ตาม เมื่อปล่อยกุ้งหลายๆตัวพร้อมกับมีการให้อาหารในปริมาณมากก็ทำให้คุณภาพน้ำมีการเปลี่ยนแปลงซึ่งแบคทีเรียเองก็ต้องทำการปรับตัวด้วย ซึ่งอาจทำให้ประสิืทธิภาพการกรองลดลงไปช่วงหนึ่งซึ่งอาจใช้เวลานานมากเกินไปสำหรับกุ้ง Bee 

เมื่อคุณปล่อยกุ้งเพิ่มหรือจับกุ้งออกเป็นจำนวนมากจากตู้ที่อยู่ในสมดุลผลคือ สมดุลที่มีอยู่จะถูกทำลายลงและต้องใช้เวลาเพื่อทำให้เกิดสมดุลขึ้นใหม่อีกครั้ง ไม่ว่าตู้นั้นจะตั้งมานานแล้วเพียงใดก็ตาม นี่คือเหตุผลว่าทำไมตู้กุ้งจึงต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด



การนำแบคทีเรียจากเครื่องกรองตู้อื่นมาเพื่อช่วยเริ่มต้นระบบกรองตู้ใหม่ (Inoculation)

 

เราไม่แนะนำให้นำนำ้จากเครื่องกรองตู้เก่ามาใส่ในตู้ที่ใช้ Red  Bee Sand  แม้ว่าวิิธีนี้จะได้รับการสนับสนุนเพื่อช่วยให้ระบบกรองทำงานได้เร็วขึ้นและปล่อยกุ้งลงตู้ได้เร็วขึ้น  คำถามก็คือ จะมีอะไรเป็นอาหารของแบคทีเรียจำนวนเป็นล้านๆในตู้ใหม่ที่มีคุณภาพน้ำแตกต่างอย่างสิ้นเชิง  แบคทีเรียเหล่านี้มีความไวต่อความเปลี่ยนแปลงและทนต่อการเปลี่ยนแปลงได้ยากและส่วนใหญ่จะตายลง นอกจากนี้แบคทีเรียที่เริ่มเกิดขึ้นในตู้อยู่แล้วก็ต้องใช้เวลาปรับตัวเมื่อมีสิ่งแปลกปล่อมที่ถูกเติมเข้ามาใหม่อีกด้วย

 

การเพิ่มจำนวนแบคทีเรียให้เพียงพอกำจัดสารอันตรายบริเวณพื้นดินนั้นต้องใช้เวลามากกว่าปกติในตู้ที่ใช้น้ำอ่อน ในกรณีนี้หากปล่อยกุ้ง Bee ลงตู้ในช่วง 2-3 วันแรกไม่นานมันก็จะตายหลังจากนั้นแบคทีเรียจะเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็วเนื่องจากได้สารอินทรีย์จากซากกุ้งเป็นอาหาร แต่เมื่อสารอินทรีย์เหล่านี้ถูกใช้หมดไปแบคทีเรียก็จะพากันตายอีกครั้งเนื่องจากขาดอาหาร และ ทำให้คุณภาพของน้ำมีปัญหาอีกครั้ง ในสถานการณ์เช่นนี้อาจต้องใช้เวลานานกว่าจะเกิดสมดุลขึ้นอย่างแท้จริงในตู้ เราไม่สามารถบังคับให้ระบบทำงานได้ มีบ่อยครั้งที่กุ้งตายอย่างน่าสงสารแม้ว่าได้ทำ inoculating แล้วก็ตาม สาเหตุมาจากแบคทีเรียที่เติมมีจำนวนมากเกินไปและใส่กุ้งภายหลังจากทำ inoculation เร็วเกินไปนั่นเอง เนื่องจากกุ้งเดินหาอาหารนอยู่ที่พื้นดินอยู่เกือบตลอดเวลา และค่า parameter ในน้ำ และบริเวณผิวดินมีความแตกต่างกัน ความจริงแล้วการทำ inoculation นั้นให้ผลดีในการเร่งขบวนการ nitrification ให้เกิดได้เร็วขึ้น แต่หากต้องการทำ inoculation ตู้ที่ตั้งใหม่ ควรรอจนกว่าค่า parameter บริเวนผิวดินเป็นปกติไม่เป็นอันตรายต่อกุ้ง ก่อนจะเริ่มปล่อยกุ้งลงตู้ แต่เราก็ไม่สามารถบอกได้ว่าจะต้องรอนานเท่าไร

ด้วยเหตุนี้เราจึงปล่อยให้ตู้ค่อยๆพัฒนาอย่างช้าๆตามปกติ เร่ิมจากกุ้งเพียง 2-3 ตัวให้อาหารปริมาณน้อยๆ แต่สำหรับผู้ต้องการเพาะกุ้ง Bee แบบเรา บางครั้งเราใส่กุ้งจำนวนมากในตู้ที่ตั้งขึ้นใหม่ที่ใช้ Red Bee Sand ซึ่งก็เคยทำให้เกิดปัญหา ขึ้น 2 ครั้ง แต่เราสามารถควบคุณปัญหาที่เกิดขึ้นได้โดยการเปลี่ยนน้ำบางส่วน ทำความสะอาดพื้นดิน และ หยุดให้อาหารกุ้งเป็นเวลาสั้นๆ

โดยทั่วไปเราสามารถช่วยทำให้เกิดสมดุลขึ้นได้ด้วยการกำหนดการปฏิบัติบางอย่างให้เกิดอย่างสมำ่เสมอเช่น เปิดไฟในเวลาเดียวกันทุกวัน และให้อาหารตามตารางเวลา เป็นต้น


 

ได้เวลาลงมือแล้ว

 

ดินควรมีความหนาอย่างน้อย 4 cm เพื่อให้มีความสามารถเพียงพอในการควบคุมค่า parameter ของน้ำได้นาน และให้พื้นที่ผิวเพียงพอสำหรับทำหน้าที่เป็นวัสดุกรองด้วย หลังเติมดินแล้วจึงค่อยๆเทน้ำอย่างเบาที่สุดเพื่อจะไม่ทำให้ดินกระจายไม่เรียบร้อย เราตกแต่งตู้เพียงอุปกรณ์สำหรับเป็นบ้านกุ้ง และมอสที่ปลูกบนตะแกรงหลายๆชิ้น เพื่อให้ตู้ดูโล่งสะอาดเหมาะสำหรับเป็นตู้ที่ใช้เพาะพันธ์ุ แต่ถ้าต้องการเพียงเลี้ยงดูเล่นก็สามารถตกแต่งได้ตามชอบใจ สามารถให้ปุ๋ยสำหรับพรรณไม้น้ำที่ปลอดภัยต่อกุ้งได้ตามปกติ และไม่ส่งผลเสียต่อ Red Bee Sand

 

หลังจากเติมน้ำแล้วจึงเริ่มการกรองใต้ตู้ซึ่งโดยปกติจะใช้อากาศจากปั๊มลมเป็นแรงดันน้ำ ใส่ Mineral Stone เพื่อเพิ่มปริมาณแร่ธาตุในน้ำและช่วยดูดซับสารที่เป็นอันตรายต่างๆในขณะเดียวกัน หลังจากนั้นจึงโรย Chi Ebi อาหารสำหรับลูกกุ้ง หนึ่งช้อนพูนลงบนผิวน้ำ การเคลื่อนไหวของผิวน้ำจากเครื่องกรองจะช่วยทำให้ Chi Ebi ค่อยๆจมลงและกระจายลงไปที่พื้นดิน อาหารพิเศษสำหรับลูกกุ้งนี้จะช่วยเพิ่มจำนวนแบคทีเรียสำคัญต่อลูกกุ้งในเวลาต่อไป และยังเป็นอาหารสำหรับกุ้งเต็มวัยเช่นกัน เช่นเดียวกับการให้อาหารอื่นๆควรให้ Chi Ebi ในปริมาณน้อยๆแต่บ่อยๆ หากพบว่ามีเศษอาหารเหลืออยู่ในตู้ในวันถัดมา ควรหยุดให้อาหารจนกว่าอาหารที่เหลืออยู่จะถูกกินจนหมด และให้เริ่มให้อาหารที่มีปริมาณน้อยลงในครั้งต่อไป

 

หากสังเกตจะพบว่ากุ้งจะเดินคุ้ยหาอาหารกินตามพื้นดินอยู่ตลอดทั้งวัน ปริมาณอาหารทีจะให้ลูกกุ้งนั้นมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งเพราะปริมาณที่แตกต่างเพียงเล็กน้อยอาจหมายถึงการมีอาหารไม่เพียงพอหรือมีอาหารเหลือก็ได้ จึงควรค่อยๆสังเกตถึงปริมาณอาหารที่เหมาะสมซึ่งอาจแตกต่างกันในแต่ละตู้ ซึ่งจะมีลักษณะเฉพาะรวมถึงความแตกต่างในระดับจุลชีววิทยาด้วย แม้แต่ตู้ 2 ใบที่ตกแต่งเหมือนกันทุกประการอยู่ในบ้านเดียวกันก็ตาม นี้คือเหตุผลที่มีลูกกุ้งเกิดขึ้นมากมายในตู้ใบหนึ่งในขณะที่อีกใบหนึ่งกลับพบว่ากุ้งทั้งหมดตายภายใน 10 วันแรกเท่านั้น

 

เมื่อพื้นผิวดินสะอาดหรือไม่มีตะไคร่น้ำมากเกินไปกุ้งจะว่ายลงมากินอาหารเสริมเหล่านี้ที่พื้น แต่ถ้าในตู้มีกุ้งไม่กี่ตัวและสามารถหาอาหารกินได้อย่างเต็มที่แล้วมันอาจไม่ลงมากินอาหารเสริมเหล่านี้ก็ได้ แต่ต้องสังเกตให้ดีว่าที่กุ้งไม่ลงมากินอาหารเสริมไม่ได้เกิดจากการที่มีสารอันตรายอยู่ในน้ำหรือจากปัญหาอื่น โดยหากสภาพน้ำไม่เป็นปัญหาและกุ้งสุขภาพดีจะเห็นกุ้งเดินไปทั่วตู้และใช้ขาสำหรับกินอาหาร (feeding legs) จับอาหารเข้าปากอยู่ตลอดเวลา แต่ถ้ากุ้งมีปัญหาจะพบว่ามันจะอยู่นิ่งๆและไม่ค่อยมีขยับขาเพื่อกินอาหาร

สำหรับลูกกุ้งมักจะอยู่ใกล้ๆกับบริเวณที่มันฟักออกจากไข่ ถ้าในบริเวณนั้นมีอาหารไม่เพียงพอมันก็จะอดตายในเวลาไม่นาน เราจึงแนะนำให้ใช้อาหารสำหรับลูกกุ้งเพราะมันจะกระจายไปทั่วทั้งตู้ช่วยให้มีจุลชีพที่ลูกกุ้งใช้เป็นอาหารอย่างเพียงพออยู่เสมอ


 

อุณหภูมิ

 

กุ้งจัดเป็นสัตว์เลือดเย็น นั่นหมายความว่าอุณหภูมิของน้ำมีผลโดยตรงกับการดำรงค์ชีวิตของมัน เมื่ออยู่ในอุณหภูมิตำ่มันจะเจริญเติบโตช้ารวมถึงการขยายพันธุ์ก็จะช้าลงหรืออาจหยุดไปเลยก็ได้ แต่ถ้าอยู่ในน้ำอุ่นหรือมีการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิอย่างรวดเร็วอาจส่งผลให้สัตว์ประเภทนี้เจริญเติบโตอย่างรวดเร็วเกินไปจนไม่สามารถปรับการลอกคราบให้ทันได้ เรามักพบปัญหาอุณหภูมิของน้ำสูงเกินไปในหน้าร้อนที่อาจสูงเกินกว่า 30 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่กุ้ง Bee จะเริ่มตาย จึงควรหลีกเลี่ยงไม่ให้น้ำมีอุณหภูมิที่สูงเกินไป และนำ้ก็ไม่ควรมีอุณหภูมิต่ำกว่า 10 องศาเซลเซียสเช่นกัน สำหรับตู้เพาะของเราจะมีอุณหภูมิอยู่ที่ 23-25 องศาเซลเซียส


 

แสงสว่าง

 

ไม่จำเป็นต้องใช้หลอดไฟชนิดพิเศษ เราเลือกใช้หลอด Daylight ธรรมโดยโดยเปิดวันละ 11-12 ชั่วโมง


 

การให้อาหาร

เราให้อาหารทุกๆ 2-3 วันเมื่อเริ่มนำกุ้งลงตู้ใหม่ๆและเปลี่ยนเป็นให้ทุกๆวันหลังที่ตู้อยู่ตัวแล้ว โดยให้ Chi Ebi อาหารสำหรับลูกกุ้ง และ ตามด้วย Ebi Dama อาหารกุ้ง โดยกะปริมาณให้เหมาะสมกับจำนวนกุ้งในตู้ นอกจากนี้เรายังให้ ผักโขมและไรทะเลเป็นอาหารเสริมสัปดาห์ละครั้ง อย่างไรก็ตามต้องนำอาหารที่เหลือออกจากตู้ทุกครั้ง และพยายามสังเกตว่าปริมาณอาหารเท่าใดที่กุ้งจะสามารถกินได้หมดภายใน 1-2 ชั่วโมง และจะดีกว่าถ้าสามารถให้อาหารที่ละน้อยๆแต่ให้บ่อยๆ


 

การเปลี่ยนน้ำ

 

เราลดปริมาณการเปลี่ยนนำ้เป็น 25% ของปริมาตรน้ำในตู้ทุกๆ 2 สัปดาห์ เนื่องจากพบว่านำ้ยังคงมีคุณภาพที่ดีอยู่และไม่พบปัญหาใดๆ แต่เราก็ยังคงแนะนำให้มีการเปลี่ยนน้ำเป็นประจำ อย่างในประเทศญี่ปุ่นผู้เพาะเลี้ยงบางรายอาจไม่ได้เปลี่ยนน้ำเป็นเวลานานกว่านี้ แต่ก็จะใช้เครื่องกรองนอกตู้ 2 หรือมากกว่านั้นต่อตู้ 1 ใบอย่างที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น

ในตู้ที่มีกุ้งอยู่และมีขบวนการ Nitrification เกิดขึ้นอย่างดี มีความจำเป็นอย่างยิ่งในการตรวจวัดปริมาณ ไนเตรท ที่เกิดจากขบวนการ Nitrification รวมถึง ฟอสเฟต (PO4) เป็นประจำ หากพบว่ามีสารทั้งสองชนิดนี้ในปริมาณสูงเกินไป จะต้องทำการเปลี่ยนน้ำออกให้มากและทำจนกว่าค่าทั้งสองนี้กลับเข้าสู่ภาวะปกติ ระบบกรองที่มีประสิทธิภาพอดีอย่างการกรองใต้กรวดร่วมกับ Red Bee Sand อาจทำให้ขบวนการ Nitrification เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนเกิด ไนเตรทขึ้นมากในเวลาอันสั้น

ค่า parameter ของน้ำที่ควรมีการตรวจวัดเป็นประจำได้แก่ pH, GH, KH, NO2, NO3, NH4, PO4

 

แน่นอนว่าที่กล่าวมาทั้งหมดนี้อาจใช้ไม่ได้กับตู้กุ้ง Bee ทุกๆใบในโลกนี้ เนื่องจากตู้แต่ละใบย่อมมีความแตกต่างกันตามสภาวะแวดล้อมที่อยู่อย่างที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ดังนั้นผู้เลี้ยงทุกท่านควรดูแลเอาใจใส่ความเป็นไปของตู้ของท่านอย่างดี หากยังคงมีปัญหาสงสัย สามารถสอบถามมาที่เราได้ทุกเวลา


คำแนะนำสำหรับ 30 วันแรกที่ตั้งตู้ใหม่

วันที่ สิ่งที่ต้องทำ
1 ใส่ Chi Ebi 1 ช้อน
2  
3 วัดค่า parameter น้ำ หากค่า GH ต่ำกว่า 5 ควรเติม Liquid Mineral Ca+
4  
5  
6  
7

วัดค่า parameter แล้วเปลี่ยนน้ำ 1/3 ตู้ค่าที่ควรวัดได้คือ pH=6-7, GH 5-15, KH 0-2,NO2 และ NH4
0-0.25 mg/l

8  
9  
10 ให้ Chi Ebi 1 ช้อน
11  
12  
13  
14  
15 วัดค่า parameter แล้วเปลี่ยนน้ำ 1/3ตู้
16  
17  
18  
19 วัดค่า parameter หากพบว่ามีค่าปกติสามารถปล่อยกุ้ง 2-3 ตัวลงตู้ได้ ค่อยๆให้กุ้งได้ปรับตัวกับสภาพน้ำ ในตู้ใหม่และงดให้อาหารในช่วงนี้
20  
21  
22 วัดค่า parameterน้ำ ให้ Chi Ebi 1 ช้อน
23  
24 เริ่มให้อาหารกุ้ง Ebi Dama หรือ Ebi Dama Special รอประมาณ 2 ชั่วโมงแล้วเก็บอาหารที่เหลืออยู่ออก
25  
26  
27 วัดค่า parameterน้ำ และ ให้ Chi Ebi 1 ช้อน
28  
29 ให้อาหารกุ้ง Ebi Dama หรือ Ebi Dama Special และเก็บอาหารที่เหลือหลังจาก 2 ชั่วโมง
30 เปลี่ยนน้ำ 1/3 ต

หลังจากนี้ก็สามารถใส่กุ้งเพิ่มลงไปในตู้ได้หากต้องการ และค่อยๆเพิ่มปริมาณอาหารที่ละน้อย อย่างไรก็ตามต้องค่อยดูคุณภาพน้ำอยู่ตลอดเวลาด้วยการ ตรวจวัด ไนเตรท และ ฟอสเฟต


 

ตารางการให้อาหาร และข้อแนะนำ สำหรับตู้ที่อยู่ในสมดุลแล้ว

วันจันทร์ Chi-Ebi
วันอังคาร Ebi-Dama
วันพุธ ผักโขม และ Chi-Ebi
วันพฤหัส Ebi-Dama
วันศุกร์ Chi-Ebi
วันเสาร์ Ebi-Dama Special
วันอาทิตย์ ไรทะเล และ Chi-Ebi

คำแนะนำสำคัญ

เป็นการดีที่สุดถ้าสามารถให้อาหารปริมาณมากพอสำหรับกุ้งกินได้หมดภายในเวลา 2 ชั่วโมง แต่หากพ้น 2 ชั่วโมงแล้วมีอาหารเหลืออยู่ควรเก็บออกเสมอ


มาถึงตอนนี้ก็ขอให้ทุกคนพบความสนุกและประสบความสำเร็จในการเลี้ยงและเพาะพันธุ์กุ้ง Bee ครับ

Takayuki Shirakura, Carsten and Frank Logemann


ขอบคุณ Carsten และ Frank Logemann ที่อนุญาติให้แปลและนำเสนอบทความที่เป็นประโยชน์นี้
Thank you, Carsten and Frank Logemann
for permission to translate and publish this precious article.

contact | © 2009 www.shirakura-th.com